ตอนที่ 1 มหาปราการแห่งขุนเขา Levatine
ย้อนกลับไปยังค่ำคืนพิธีศพของ Throwros หลังจากที่ Aegis และ Keus ปลุกระดมเหล่าชาวเมืองให้มีกำลังใจเตรียมพร้อมรับศึกที่กำลังจะมาถึง ทั้งสองพากันลงจากระเบียงปราสาท Levatine เพื่อจะกลับไปพักผ่อน แต่จู่ ๆ Jobo ก็เดินเข้ามาขวางทางทั้งสองพร้อมกับบอก Aegis ให้ตามตนมา Aegis กล่าวขอตัวกับ Keus แล้วเดินแยกไปกับ Jobo ยักษ์ใหญ่พานางเดินไปเรื่อย ๆ ตามระเบียงปราสาทก่อนจะหยุดยืนอยู่ที่รูปสลักบนกำแพงที่เป็นรูปดาบไขว้ขนาดใหญ่มีลวดลายวิจิตรงดงาม Jobo เอามือทาบผนังตรงกลางรูปที่ดาบทั้งสองไขว้กันพอดี เขาเอ่ยคาถาเบา ๆ เพื่อเปิดประตูลับ ไม่นานนักกำแพงก็แยกออกจากกัน เผยให้เห็นห้องใหญ่ที่อยู่ด้านใน มีแท่นสีขาว ที่มีคริสตัลสีเหลืองอำพันลักษณะเป็นทรงสีเหลี่ยมลอยอยู่บนแท่นนั้น Jobo พา Aegis เดินเข้าไปหยุดอยู่ด้านหน้าผลึกนั้นก่อนจะบอกให้นางจะยื่นมือไปสัมผัส Aegis สัมผัสผลึกสีเหลืองอำพันด้วยมือเรียวเล็กของนาง ทันใดนั้นภาพความทรงจำต่าง ๆ ของมหาปราการ Levatine นับตั้งแต่วันที่ปฐมกษัตริย์แห่ง Heimgol และลอร์ดชูไวเวิร์นผู้เป็นต้นราชวงศ์ Baris ได้ร่วมกันสร้างมหาปราการแห่งนี้ขึ้นมา ความทรงจำต่าง ๆ เหล่านั้นหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของ Aegis อย่างต่อเนื่อง รวมถึงวิธีการใช้มหาปราการแห่งขุนเขาและทุกสิ่งทุกอย่างที่นางจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการบังคับมหาปราการนี้ได้แล่นเข้าสู่สมองของ Aegis อย่างรวดเร็ว เวลาผ่านไปไม่นาน Aegis ก็ทรุดร่างลงกับพื้นมือขวากุมหน้าอกเอาไว้แน่นราวกับอึดอัดกับความทรงจำมหาศาลที่พึ่งถูกอัดเข้ามาในร่างเมื่อครู่ ผลึกสีเหลืองอำพันค่อย ๆ ย่อส่วนของตัวมันเล็กลงจนมีขนาดเท่าฝ่ามือแล้วพุ่งเข้าหาร่างของ Aegis อย่างรวดเร็ว ร่างของ Aegis กระตุกอย่างแรงทันทีที่ผลึกแทรกกายเข้ามาในร่างของนาง Aegis หายใจหอบถี่ด้วยความเหนื่อยล้ากับการรับเอาพลังอันยิ่งใหญ่ของมหาปราการแห่งขุนเขามาไว้ในร่างของตน

Aegis

Jobo |
เป็นอย่างไรบ้างองค์หญิง Jobo เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ข้าไม่เป็นไร ท่าน Jobo Aegis ตอบพลางพยุงกายขึ้น
ผลึกแห่ง Levatine บอกเจ้าทั้งหมดแล้วใช่หรือไม่ Jobo เอ่ยถามราวกับรู้ว่านางพึ่งจะพบเจอกับอะไรมา Aegisไม่ตอบแต่พยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงว่าถูกต้องตามที่ Jobo พูด ยักษ์ใหญ่ผ่อนหายใจลงบาง ๆ ก่อนจะพูดเรื่องสำคัญที่เขาเก็บเอาไว้ให้นางฟัง
องค์หญิง อย่างที่ท่านรู้ว่า มหาปราการแห่งนี้จะหลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับท่านในยามที่ท่านเรียกใช้มัน และท่านคือกุญแจที่จะทำให้มหาปราการแห่งนี้เคลื่อนไหวได้ จงจำไว้ว่าปราการแห่งนี้จะเปรียบดั่งศาสตราของท่านที่จะโจมตีไปในทุกหนแห่งที่ท่านต้องการและมองเห็น และหากไม่มีท่าน มันก็จะไม่สามารถทำงานได้ ท่านคงเข้าใจความหมายสินะ Aegis รับฟังก่อนจะตอบกลับไป
กายข้าประดุจดั่งแกนกลางของมหาปราการแห่งนี้ หากไม่มีข้าแล้ว Levatine ก็จะไม่สามารถเคลื่อนไหวและโจมตีศัตรูได้ใช่ไหม Jobo พยักหน้ารับเบา ๆ
ข้าหวังว่าท่านจะปลอดภัยนะองค์หญิง จงระวังอย่าให้พวกมันรู้ว่าปราการแห่งนี้ทำงานโดยมีท่านเป็นศูนย์กลางคอยสั่งการอยู่ ข้าเองก็จะจะคอยช่วยเหลือท่านอีกแรง Jobo ให้คำมั่น Aegis เดินเข้าไปจับแขนใหญ่ของยักษ์ใหญ่แน่นแล้วเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ขอปฏิญาณกับเกียรติภูมิแห่งปวงดาบ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้พวกมันได้แตะต้องดินแดนของข้าแม้เพียงปลายเล็บ Aegis ระบายยิ้มอ่อนโยนให้กับ Jobo ที่ยิ้มกว้างตอบกลับมาเช่นกัน
|
หลังจากที่ Aegis แยกกับ Jobo แล้ว นางก็เดินมุ่งหน้าไปยังห้องพักของ Keus ทันที ประตูไม้บานใหญ่ถูก Aegisเคาะเบา ๆ สองสามครั้งก็มีเสียงร้องถามของ Keus ดังขึ้นมาจากด้านใน
ใครกัน Aegis หยุดเคาะแล้วร้องตอบกลับไป
ข้าเอง Aegis เปิดประตูให้ข้าทีท่านพี่ Keus เมื่อได้รับคำตอบ ประตูห้องของ Keus ค่อย ๆ เปิดออกพร้อมกับร่างของผู้ที่เป็นเจ้าของห้องที่ยืนอยู่ด้านใน
ดึกดื่นป่านนี้แล้ว มีอะไรหรือ Aegis Keus ถามอย่างสงสัย
ข้าใคร่อยากจะขอยืมพลังของ Baris จากท่านเพื่อมาเสริมพลังให้แก่ปราการ Levatine แห่งนี้
ยืมพลังจาก Baris หมายถึงอะไรข้าไม่เข้าใจ Keus ถามอย่างสงสัย
แต่เดิมทีปราสาท Levatine แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือของกษัตริย์เซรีอาปฐมกษัตริน์แห่ง Heimgol และผู้ออกแบบก็คือลอร์ดชูไวเวิร์น ต้นตระกูล Baris ดังนั้นกลไกของปราการ Levatine แห่งนี้จึงสามารถใช้พลังของ Baris มาช่วยเสริมความแข็งแกร่งได้ ดังนั้นข้าจึงอยากจะขอยืมพลังจากท่านพี่มาเป็นกำลังให้แก่ข้า ท่านพี่จะว่าอย่างไร Aegisตอบตามตรง
ข้าขอเพียงสัมผัส Baris สักครั้งแล้วท่านจะเข้าใจเอง Aegis เอ่ยเสียงเบาพลางยื่นมือของนางออกมาเบื้องหน้า Keus ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะหยิบ Baris ออกมาแล้ววางมันลงบนมือเรียวเล็กของนาง Aegis กุม Baris ไว้แน่นแล้วนำมันมาแนบอก พลันเปลวเพลิงพิสุทธิ์สีทองก็ล้อมร่างของนางเอาไว้ Aegis ตั้งจิตมั่นกุม Baris เอาไว้แน่น เมื่อนางลืมตาขึ้นก็ปรากฏภาพของชายผู้หนึ่งยืนอยู่ Aegis ก้าวเข้าไปหาชายผู้นั้นช้า ๆ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าเขา
เจ้าคือผู้สืบสานติวงศ์ของผู้ปกครอง Levatine สินะชายผู้นั้นเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสุขุม Aegis ที่เคยเห็นเขาจากความทรงจำของปราสาท Levatine รู้ทันทีว่า ชายที่อยู่ตรงหน้านี้คือจิตวิญญาณของลอร์ดชูไวเวิร์น ต้นตระกูลแห่งBaris และผู้ที่ร่วมสร้างมหาปราการ Levatine นี้ขึ้นมาร่วมกับกษัตริย์เซรีอา
ข้าแต่จิตวิญญาณของลอร์ดชูไวเวิร์นผู้สูงส่ง ท่านคงจะรู้แล้วว่าเหตุใดข้าจึงมาหาท่านในวันนี้ Aegis เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา
บุตรีแห่งผืนปฐพีเอ๋ย เจ้าอยากได้พลังแห่งเปลวเพลิงไปเพื่อเหตุใดกัน เดิมทีมหาปราการแห่งขุนเขา Levatineเองก็มีพลังมากมายมหาศาลอยู่แล้ว เหตุใดเจ้าจึงอยากได้พลังของข้าไปอีก ผู้ที่ถูกเรียกว่าลอร์ดชูไวเวิร์นตอบกลับมา
การศึกในครั้งนี้ จิตวิญญาณร้ายแห่งราชันย์ทมิฬ Zolon หมายจะทำลายล้างดินแดนอาคาเดีย ทำลายศาสตราแห่งมหาเทพและครอบครองทุกสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ ลำพังเพียงแค่พลังของข้าและมหาปราการ Levatine คงมิอาจสู้พวกมันได้ Aegis กล่าวตอบ
หากว่าข้าไม่ให้เจ้ายืมพลังล่ะเจ้าจะทำอย่างไร ลอร์ดชูไวเวิร์นถามกลับอีกครั้งเพราะเขาอยากจะทดสอบสตรีตรงหน้าว่าคู่ควรที่จะยืมพลังของเขาหรือไม่ Aegis ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
แม้ชีวิตของข้าจะต้องกลับคืนสู่ผืนดิน ก็จะไม่ยอมให้พวกมันได้แตะต้องผืนแผ่นดินนี้อย่างแน่นอน สองมือของข้าและมหาปราการแห่งนี้ จะสู้จนกว่าชีพจะดับสิ้น ลอร์ดชูไวเวิร์นหัวเราะเบา ๆ อย่างพึงพอใจในคำตอบที่ได้รับ ความห้าวหาญของสตรีตรงหน้านั้นยิ่งใหญ่ไม่แพ้บุรุษเพศ เขายกมือขวาขึ้นมาแล้วเรียกเปลวเพลิงสีทองให้ปรากฏขึ้นมาบนฝ่ามือ ไม่นานเปลวเพลิงสีทองนั้นก็จางหายไปเหลือทิ้งไว้เพียงลูกแก้วสีแดงอมทองลูกหนึ่งบนฝ่ามือของเขา ลอร์ดชูไวเวิร์นยื่นมันให้แก่ Aegis พลางบอกนางด้วยถ้อยคำอันหนักแน่น
ข้าลอร์ดชูไวเวิร์น นายเหนือหัวแห่งเปลวเพลิงขอยอมรับเจ้า บุตรีแห่งผืนปฐพี จงนำพลังนี้ไปปกป้องทุกสรรพชีวิตบนดินแดนแห่งนี้ และทำลายอริร้ายผู้สังหารตระกูล Baris ของข้า อย่าให้พวกมันเหลือรอดไปแม้แต่ตนเดียว Aegisเอื้อมมือไปรับลูกแก้วเพลิงนั้นพร้อมกับตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเช่นกัน
ขอเปลวเพลิงพิสุทธิ์จงลุกโชติช่วงเคียงข้างดินแดนอาคาเดียตลอดไป พลันสติของ Aegis ก็ถูกดึงกลับมายังร่างของนางอีกครั้ง เปลวเพลิงสีทองที่ล้อมรอบนางค่อย ๆ คลายลงพร้อมกับการลืมตาตื่นขึ้นมาของ Aegis ช่วงเวลาที่เกิดขึ้นนั้น Keus รู้ทันทีว่านางได้คุยกับ Baris เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งปฏิกริยาของ Baris ที่ปลดปล่อยเปลวเพลิงพิสุทธิ์สีทองล้อมร่างของ Aegis เอาไว้ราวกับยอมรับนาง ทำให้ Keus เข้าใจความหมายที่นางพูดเมื่อครู่นี้ทันที Aegis ลุกขึ้นช้า ๆ แล้วนำ Baris มาคืนแก่เขา Keus รับ Baris มาแล้ววางมือลงบนไหล่ของนางอย่างแผ่วเบาก่อนจะพูดกับนางด้วยความเป็นห่วง
ภาระที่เจ้าแบกเอาไว้ข้ารู้ว่ามันช่างหนักหนาเกินกว่าที่เจ้าจะรับมันไหว แต่ขอให้เจ้ารู้ไว้ว่าสิ่งใดที่เจ้าตัดสินใจทำลงไปแล้ว ข้า Keus จะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ Aegis Aegis พยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องของ Keus ไปช้า ๆ โดยมีสายตาของ Keus มองส่งจนร่างของนางหายลับไป
Aegis มองภาพการบุกของกองทัพอสูรตรงหน้าโดยไร้สิ้นความลังเลใจที่จะปลดปล่อยพลังของมหาปราการ Levatine นางตั้งจิตถึงผลึกแห่ง Levatine แล้วเริ่มร่ายมนต์เบา ๆ เพื่อจะเริ่มบังคับมหาปราการแห่งขุนเขา
ข้าขอวิงวอนต่อพระมารดาแห่งผืนปฐพี เกียรติภูมิแห่งขุนเขา ขอจงมาเป็นศาสตราแห่งข้า ทำลายล้างผู้รุกราน ผู้ทำลายล้างจิตวิญญาณแห่งผืนดินให้สิ้น จงมา จิตวิญญาณอันสูงส่งแห่งมหาปราการ Levatine จงสถิยต์อยู่กับข้าเพื่อสังหารอริร้ายให้สิ้น Summon Levatine Spirit!! เมื่อสิ้นคำร่ายมนต์ของ Aegis ก้อนหินใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายผลึกสี่เหลี่ยมแหลมที่ประดับอยู่บนยอดปราสาททั้งสี่ของปราสาท Levatine ค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นกลายเป็นแท่นยิงพลังเวทย์ขนาดใหญ่มีอักขระเวทย์ล้อมพวกมันอย่างเหนียวแน่น พื้นด้านหลังของปราสาทสองแห่งแยกตัวออกเผยให้เห็นปืนใหญ่สองกระบอกที่ค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาจากผืนดินและตั้งเป็นแนวสี่สิบห้าองศา บัดนี้มหาปราการแห่งเวลาทีนพร้อมรบแล้ว!
| กองทัพออร์คและก็อบลินที่บุกเข้ามา เข้าปะทะกับกองทหารแห่ง Heimgol และเหล่าชาวบ้าน Heimgol ที่รวมพลังกันลุกขึ้นสู้กับกองทัพอสูรที่ด้านหน้าเมือง Levatine การต่อสู้เกิดขึ้นตั้งแต่ทุ่งแห่งสมรภูมิ Cammlan จนมาประชิดกับชายแดนเมือง Levatine พลธนูแห่ง Liz-Ace และพลปืนแห่ง Heimgol ช่วยกันยิงสกัดไม่ให้กองทัพอสูรบุกเข้ามาได้ Zolon เห็นดังนั้นก็เกิดความโมโหเป็นอย่างยิ่ง เขาร้องคำรามก้องพร้อมกับสั่งให้กองทัพอสูรรีบบุกทำลายเมืองโดยเร็ว พลทหารโทรล และ กองทัพมิโนทอร์ที่เหลืออยู่รีบวิ่งตรงเข้าใส่เมือง Levatine อย่างบ้าคลั่ง เครื่องยิงหินถูกกระหน่ำยิงก้อนหินขนาดใหญ่เข้าใส่เมืองราวกับห่ากระสุนหินแห่งความหายนะ Aegis เห็นดังนั้นจึงสั่งป้อมปราการหินทั้งสี่ให้ยิงทำลายห่ากระสุนหินนั้น Zolonแปลกใจกับภาพของปราการ Levatine ที่อยู่ตรงหน้าพลางสั่งให้Keluz เข้าไปทำลายแท่นผลึกทั้งสี่นั่นให้ราบคาบ Keluz รับคำก่อนจะทะยานร่างน่าสะอิดสะเอียนของมันลอยเข้าไปกลางสมรภูมิ |

Levatine |
พ่อมดมารร่ายมนต์ดำเป็นลูกบอลพลังเวทย์ขนาดใหญ่เอาไว้ในมือทั้งสองข้างของมันแล้วระดมยิงเข้าใส่ป้อมปราการทั้งสี่อย่างรุนแรง แต่ด้วยพันธะสัญญาแห่งเพลิงที่ Aegis กระทำไว้กับ Baris เปลวเพลิงพิสุทธ์ถูกยิงออกจากแท่นยิงทั้งสี่ทำลายล้างทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า รวมถึงบอลพลังเวทย์ของ Keluz ด้วย พลังเวทย์ของพ่อมดมารไม่อาจผ่านการโจมตีอันบ้าคลั่งนั้นเข้าไปทำลายแท่นยิงได้ มินำซ้ำตัวมันเองยังต้องคอยบินหลบการโจมตีของเปลวเพลิงอีกด้วย ลำแสงสีแดงและสีเหลืองถูกยิงออกมาพร้อมกัน จากแท่นยิงทั้งสี่ทำลายกองทัพอสูรล้มตายลงเป็นอันมาก Keluz เห็นการโจมตีอันบ้าคลั่งนี้ก็นึกหวาดกลัวมหาปราการนี้อยู่พอควร มันสังเกตุเห็น Aegis คอยชี้ทางให้มหาปราการ Levatine คอยยิงโจมตีกองทัพอสูรอย่างต่อเนื่องมันจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาจ้องจะเล่นงาน Aegis ที่เป็นคนบังคับแทน แต่กลับถูก Kazzsa มาขวางเอาไว้ก่อน ทำให้มันต้องล่าถอยกลับไป Zolon เห็น Keluz ถอยออกมาก็จ้องเขม็งไปไปยังร่างของ Kazzsa ที่อยู่ไกล ๆ ด้วยสายตาอำมหิต Kazzsa เองก็จ้อง Zolon ตอบเช่นกัน Zolon เห็นดังนั้นยิ่งไม่พอใจ สั่งให้กองทัพอสูรเร่งบุกให้หนักยิ่งขึ้นเพื่อจะตอบแทนความหยิ่งยโสของราชินีพรายที่บังอาจจ้องมองเขาด้วยสายตาเช่นนั้น การโรมรันของทั้งสองกองทัพกำลังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนไม่มีใครสามารถหยุดมันได้แล้ว....
ติดตาม ---> ตอนที่ 2
|